วันนี้อาจารย์สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
ความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์
ความเก็บกดทางอารมณ์จะแสดงออกทางร่างกาย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
กลุ่มบุคคลผิดปกติ ชอบเก็บตัว ขาดความมั่นใจ กัดเล็บ เงียบเฉย ไม่พูด มองโลกในแง่ร้าย กลุ่มขาดวุฒิภาวะ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับวัย สมาธิ ไม่สนใจสิ่งรอบตัว งุ่มง่าม เฉื่อยชา
สกปรก ขาดความรับผิดชอบ
กลุ่มที่มีปัญหาทางสังคม ชอบหนีโรงเรียน หนีออกจากบ้าน คบเพื่อนไม่ดี ต่อต้านผู้มีอำนาจ ชอบเที่ยวกลางคืน
และโรคภัย ไข้เจ็บบางชนิด
การเอาใจใส่ ขาดความอบอุ่น
ในวัฒนธรรม ความเติบโตทางวัตถุนิยมอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับ
สังคมได้
ต่ออารมณ์ของเด็ก ความสามารถในการรับสัมผัสทั้งด้านบวกและด้านลบของเด็ก จะเป็น ผลให้เกิด
ความผกผันของพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกมา ดังนั้นทั้งผู้ปกครองและครูจำเป็น ต้องเรียนรู้
จิตวิทยาในการดูแลเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ให้เขาได้รับประสบการณ์ชีวิตใน ด้านบวก ได้รับความ
รักความเข้าใจ ได้เรียนรู้สิ่งดีงามในชีวิต เพื่อเป็นการเยียวยารักษา ปัญหาที่เขามีอยู่ให้ผ่อนคลาย
ละลายลง เกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในการดำรงชีวิต อยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
ไม่ก่อปัญหาความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น เพราะในปัจจุบันยังไม่มีโรงเรียน
สำหรับเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์โดยเฉพาะ
2. วิตกกังวล ลุกลี้ลุกลน
3. ไม่มีสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้าง ถอยหนีสังคม
4. ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก้าวร้าว ก่อกวน ข่มขู่ ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายตัวเอง
5. ขาดความรับผิดชอบ ไม่เคารพยำเกรงผู้อื่น
6. มีนิสัยลักขโมย ฝ่าฝืนกติกา ต่อต้านสังคม
7. หนีเรียนเป็นประจำ
8. อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เพื่อที่จะไม่ทำกิจกรรมใด ๆ
+ ครูกำหนดกฎ ระเบียบของห้องเรียน ควรกระทำตอนต้นภาคเรียนและชี้แจงให้นักเรียนทุกคนเข้าใจตรงกันและปฏิบัติตาม
+ ถ้ามีนักเรียนบางคนไม่เข้าใจกฎ ระเบียบ ให้ครูเลือกเด็กคนใดคนหนึ่งเป็นแบบอย่างให้นักเรียนที่ไม่เข้าใจ
ปฏิบัติตามแบบอย่างจนกว่าเด็กจะเข้าใจ
+ ครูคอยตรวจสอบว่านักเรียนปฏิบัติตามกฎ ระเบียบหรือไม่และให้แรงเสริมทางบวก เมื่อนักเรียนปฏิบัติตามกฎ
+ หากนักเรียนทำแบบฝึกหัดหรือทำการบ้านไม่ได้ ครูอาจเลือกใช้วิธีอื่น
+ ถ้านักเรียนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือใช้คำพูดไม่เหมาะสมกับครูหรือเพื่อน ครูควรวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กก่อนแล้วจึงพิจารณาดำเนินการต่อไป
+ ถ้านักเรียนทะเลาะวิวาทหรือชกต่อยกัน ครูจะต้องจับเด็กแยกออกจากกันทันที หลังจากนั้นครูอาจให้นักเรียนศึกษาแบบอย่างพฤติกรรมที่ถูกต้องจากเด็กอื่นๆแล้ว
ให้ปฏิบัติตามแบบอย่างนั้นๆ
+ ถ้าเด็กปรับตัวในทางถดถอย ชอบอยู่คนเดียว ไม่ร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ครูอาจสั่งให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมหรือส่งเด็กไปให้ครูแนะแนวหรืออาจให้เพื่อนนักเรียน
ในห้องเดียวกันเขียนส่วนดีของเด็กคนนั้นลงในกระดาษ แล้วให้นักเรียนอ่านข้อความนั้นให้นักเรียนทั้งห้องฟังเพื่อ
ให้เด็กรู้สึกชื่นชมตนเองและมีแรงในภายในที่จะพัฒนาตนเองต่อไป
+ ครูควรนำวิธีปรับพฤติกรรมมาใช้อย่างเป็นระบบ
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
บันทึกครั้งที่ 3
อาจารย์เปิด VDO ให้นึกษาดู จากนั้นให้นักศึกษาออกมานำเสนอว่าได้ความรู้อะไรจาก VDO นี้
และได้อธิบายเพิ่มเติ่มเด้กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
และได้อธิบายเพิ่มเติ่มเด้กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
ความหมาย
บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือสุขภาพ หมายถึง บุคคลที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไป กระดูกและกล้ามเนื้อพิการ เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง มีความพิการของระบบประสาท มีความลำบากในการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาในสภาพปกติและต้องอาศัยการฝึกฝน การใช้เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์หรือต้องการเครื่องอำนวยความสะดวกเข้าช่วย
ลักษณะอาการ
- อาการบกพร่องทางร่างกาย ที่มักพบบ่อย ได้แก่
1. ซีพี หรือ ซีรีรัล พัลซี (C.P. : Cerebral Passy) หมายถึง การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการหรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด อันเนื่องมาจากการขาดอากาศ ออกซิเจนฯ เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่างๆ ของสมองแตกต่างกัน ที่พบส่วนใหญ่ คือ
1.1 อัมพาตเกร็งของแขนขา หรือครึ่งซีก (Spastic)
1.2 อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Athetoid) จะควบคุมการเคลื่อนไหวและบังคับไปในทิศทางที่ต้องการไม่ได้
1.3 อัมพาตสูญเสียการทรงตัว (Ataxia) การประสานงานของอวัยวะไม่ดี
1.4 อัมพาตตึงแข็ง (Rigid) การเคลื่อนไหวแข็งช้า ร่างการมีการสั่นกระตุกอย่างบังคับไม่ได้
1.5 อัมพาตแบบผสม (Mixed)
2. กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy) เกิดจากประสาทสมองที่ควบคุมส่วนของกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ เสื่อมสลายตัว โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้กล้ามเนื้อแขนขาจะค่อย ๆ อ่อนกำลัง เด็กจะเดินหกล้มบ่อย
3. โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic) ที่พบบ่อย ได้แก่
3.1 ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด
3.2 ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่น วัณโรค กระดูกหลังโกง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนอง
3.3 กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ มีความพิการเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
4. โปลิโอ (Poliomyelitis) เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกายทางปาก แล้วไปเจริญต่อมน้ำเหลืองในลำคอ ลำไส้เล็ก และเข้าสู่กระแสเลือดจนถึงระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อเซลล์ประสาทบังคับกล้ามเนื้อถูกทำลาย แขนหรือขาจะไม่มีกำลังในการเคลื่อนไหว
5. แขนขาด้วนแต่กำเนิด (Limb Deficiency) รวมถึงเด็กที่เกิดมาด้วยลักษณะของอวัยวะที่มีความเจริญเติบโตผิดปกติ เช่น นิ้วมือติดกัน 3-4 นิ้ว มีแค่แขนท่อนบนต่อกับนิ้วมือ ไม่มีข้อศอก หรือเด็กที่แขนขาด้วนเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ และการเกิดอันตรายในวัยเด็ก
6. โรคกระดูกอ่อน (Osteogenesis Imperfeta) เป็นผลทำให้เด็กไม่เจริญเติบโตสมวัย ตัวเตี้ย มีลักษณะของกระดูกผิดปกติ กระดูกยาวบิดเบี้ยวเห็นได้ชุดจากระดูกหน้าแข็ง
- ความบกพร่องทางสุขภาพ ที่มักพบบ่อย ได้แก่
1. โรคสมชัก (Epilepsy) เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมองที่พบบ่อยมีดังนี้
1.1 ลมบ้าหมู (Grand Mal)
1.2 การชักในช่วยเวลาสั้น ๆ (Petit Mal)
1.3 การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
1.4 อาการชักแบบพาร์ชัล คอมเพล็กซ์ (Partial Complex)
1.5 อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)
2. โรคระบบทางเดินหายใจโดยมีอาการเรื้อรังของโรคปอด (Asthma) เช่น หอบหืด วัณโรค ปอดบวม
3. โรคเบาหวานในเด็ก เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้กลูโคสได้อย่างปกติ เพราะขาดอินชูลิน
4. โรคข้ออักเสบรูมาตอย มีอาการปวดตามข้อเข่า ข้อเท้า ข้อศอก ข้อนิ้วมือ
5. โรคศีรษะโต เนื่องมาจากน้ำคั่งในสมอง ส่วนมากเป็นมาแต่กำเนิด ถ้าได้รับการวินิจฉัยโรคเร็วและรับการรักษาอย่างถูกต้องสภาพความพิการจะไม่รุนแรง เด็กสามารถปรับสภาพได้และมีพื้นฐานทางสมรรถภาพดีเช่นเด็กปกติ
6. โรคหัวใจ (Cardiac Conditions) ส่วนมากเป็นตั้งแต่กำเนิด เด็กจะตัวเล็กเติบโตไม่สมอายุ ซีดเซียว เหนื่อยหอบง่าย อ่อนเพลีย ไม่แข็งแรงตั้งแต่กำเนิด
7. โรคมะเร็ง (Cancer) ส่วนมากเป็นมะเร็งเม็ดโลหิต และเนื้องอกในดวงตา สมอง กระตูก และไต
8. บาดเจ็บแล้วเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia)
วิธีการดูแล
1. เด็กเหล่านี้ เป็นเด็กที่ต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่นเดียวกับเด็กปกติ เช่น การดูแลเอาใจใส่ ความรัก ความเมตตา การเลี้ยงดูอย่างเด็กปกติ จะทำให้เด็กเหล่านี้ไม่มีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจภายหลัง
2. การเรียนรู้เกี่ยวกับความผิดปกติหรือความบกพร่องของเด็กเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับ ผู้ที่เกี่ยวข้องจะเข้าใจและยอมรับสภาพของเด็ก รวมถึงหาทางช่วยเหลือเด็กได้ถูกต้อง ซึ่งทำได้โดยการพูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ
3. พาเด็กออกสู่สังคม แนะนำพี่น้อง ญาติ เพื่อนๆ ให้รู้จักเด็กและความพิการของเขาเสียแต่เนิ่นๆ และควรพาออกไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้รู้จักช่วยตนเอง และเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง
4. การฝึกหัดในการทำกิจกรรมต่างๆ ควรเริ่มจากกิจกรรมที่ง่ายๆ ก่อนเพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจและเป็นแรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ยากขึ้น
5. เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง เพราะ เด็กเหล่านี้จะทำด้วยความเชื่องช้าเสียเวลาในการทำมากหรือเลอะเทอะ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจ ให้เขาได้ฝึกฝนทำเอง ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้
6. พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ควรให้ความร่วมมือกับทีมผู้รักษา เมื่อได้รับคำแนะนำวิธีการบำบัดอย่างง่ายๆ ควรนำไปปฏิบัติกับเด็กที่บ้าน เวลาของเด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับบ้านมากกว่าสถานพยาบาล การเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดของพ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยเหลือเด็กได้มาก
7. การฝึกหัดเด็ก จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอและด้วยอารมณ์มั่นคง มีเหตุผลเมื่อเด็กทำผิด จะถูกทำโทษทันที เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องและเข้าใจง่ายไม่สับสน
8. สังเกตการเปลี่ยนแปลงของเด็กอย่างสม่ำเสมอและให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นเมื่อมีปัญหาหรืออาจมีปัญหาเกิดขึ้นให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การแก้ไขได้อย่างทันเหตุการณ์และถูกต้องต่อไป
9. การให้กำลังใจ บุคคลที่มีเกี่ยวข้องกับเด็ก เช่น พ่อ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้องควรให้กำลังใจแก่แม่ ตลอดจนช่วยในการเลี้ยงดูและอบรมเด็กด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
บันทึกครั้งที่ 2
อาจารย์ให้แบ่งกลุ่ม 5 กลุ่ม
1.เด็ก ซี.พี่
2.เด็กดาวซินโดรม
3.เด็กออทิสติก
4.เด็กสมาธิสั้น
5.เด็กแอลดี
วันนี้อาจารย์ได้สอนเกี่ยวกับเด็กพิเศษ
เด็กกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป ทั้งในด้าน การใช้ชีวิตประจำวัน
การเรียนรู้ และการเข้าสังคม ซึ่ง นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา (จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น) ได้แบ่งเด็กพิเศษออกเป็น
3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้
การดูแลและช่วยเหลืออย่างจริงจัง ในทางตรงกันข้าม หลายๆ ครอบครัวกลับไปเพิ่มความกดดันให้กับเด็กมากยิ่งขึ้น
เพราะมีความคาดหวังมากกว่าเด็กปกติทั่วไป นอกจากนี้วิธีการเรียนรู้ในแบบปกติทั่วไปก็ไม่สามารถตอบสนอง
ความต้องการในการเรียนรู้ของเด็กกลุ่มนี้ได้ มักทำให้เด็กเกิดความเบื่อหน่ายและอาจทำให้ไม่สสามารถแสดง
ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ เด็กที่มีความสามารถพิเศษสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้
พิเศษเฉพาะด้าน ที่โดดเด่นกว่าคนอื่นในวัยเดียวกัน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การใช้ภาษา ศิลปะ
ดนตรี กีฬา การแสดง ฯลฯ
ได้แบ่งออกเป็น 9 กลุ่มย่อย ดังนี้
และการเรียนรู้ของเด็ก และยังรวมไปถึงกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาจากสาเหตุอื่นๆ อีกด้วย เช่น เด็กเร่ร่อน
เด็กถูกใช้แรงงาน เด็กต่างด้าว ฯลฯ
พวกเค้าสามารถพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีโอกาสทางการศึกษา
ที่เท่าเทียม รวมทั้งได้รับการยอมรับและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขค่ะ
1.เด็ก ซี.พี่
2.เด็กดาวซินโดรม
3.เด็กออทิสติก
4.เด็กสมาธิสั้น
5.เด็กแอลดี
วันนี้อาจารย์ได้สอนเกี่ยวกับเด็กพิเศษ
เมื่อพูดถึง “เด็กพิเศษ” (Special Child) หลายคนก็มักจะนึกถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือมีพัฒนาการ
บกพร่อง แต่จริงๆ แล้วคำว่าเด็กพิเศษนั้นครอบคลุมไปมากกว่านั้นค่ะเด็กกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป ทั้งในด้าน การใช้ชีวิตประจำวัน
การเรียนรู้ และการเข้าสังคม ซึ่ง นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา (จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น) ได้แบ่งเด็กพิเศษออกเป็น
3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้
การดูแลและช่วยเหลืออย่างจริงจัง ในทางตรงกันข้าม หลายๆ ครอบครัวกลับไปเพิ่มความกดดันให้กับเด็กมากยิ่งขึ้น
เพราะมีความคาดหวังมากกว่าเด็กปกติทั่วไป นอกจากนี้วิธีการเรียนรู้ในแบบปกติทั่วไปก็ไม่สามารถตอบสนอง
ความต้องการในการเรียนรู้ของเด็กกลุ่มนี้ได้ มักทำให้เด็กเกิดความเบื่อหน่ายและอาจทำให้ไม่สสามารถแสดง
ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ เด็กที่มีความสามารถพิเศษสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้
พิเศษเฉพาะด้าน ที่โดดเด่นกว่าคนอื่นในวัยเดียวกัน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การใช้ภาษา ศิลปะ
ดนตรี กีฬา การแสดง ฯลฯ
ได้แบ่งออกเป็น 9 กลุ่มย่อย ดังนี้
และการเรียนรู้ของเด็ก และยังรวมไปถึงกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาจากสาเหตุอื่นๆ อีกด้วย เช่น เด็กเร่ร่อน
เด็กถูกใช้แรงงาน เด็กต่างด้าว ฯลฯ
พวกเค้าสามารถพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีโอกาสทางการศึกษา
ที่เท่าเทียม รวมทั้งได้รับการยอมรับและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขค่ะ
“เด็กพิเศษ” (Special Child) มาจากคำเต็มๆ ว่า “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” (Child with Special Needs) หมายถึง
1) เด็กที่มีความสามารถพิเศษ: เนื่องจากคนในสังคมมักคิดว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กเก่ง เด็กกลุ่มนี้จึงมักไม่ค่อยได้รับ
• เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง คือ กลุ่มเด็กที่มีระดับสติปัญญา (IQ) ตั้งแต่ 130 ขึ้นไป
• เด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน เด็กเหล่านี้อาจไม่ใช่เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง แต่จะมีความสามารถ
• เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์
2) เด็กที่มีความบกพร่อง: ในต่างประเทศได้มีการแบ่งแยกย่อยไปหลายแบบ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการของไทย
• เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
• เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
• เด็กที่มีความบกพร่องทางการสื่อสาร
• เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว
• เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม
• เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disabilities)
• เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities)
• เด็กออทิสติก (รวมถึงความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้านอื่นๆ - PDDs)
• เด็กที่มีความพิการซ้อน
3) เด็กยากจนและด้อยโอกาส: คือเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ขาดแคลนปัจจัยที่จำเป็นในการเจริญเติบโต
ทั้งนี้ เด็กในกลุ่มต่างๆที่กล่าวถึงนี้ ควรได้รับการดูแลเพิ่มเติมด้วยวิธีการพิเศษซึ่งต่างไปจากวิธีการตามปกติ เพื่อให้
วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
บันทึกครั้งที่ 1
อาจารย์แจก course syllabus พร้อมอธิบายในการเรียนการสอนในวิชานี้ พร้อมสร้างข้อตกลงร่วมกับนักศึกษา ในรายวิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
อาจาย์ให้ทำมายแม็บเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับเด็กพิเศษในความรู้ของนักศึกษา ไม่มีผิดไม่มีถูกจากนั้นอาจารย์ขอตัวแทน 2 คนของมานำเสนอหน้าห้อง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
.jpg)

.jpg)
.jpg)